กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด B

2

ใครมีเลือดกรุ๊ป B บ้างเอ่ย? รู้สึกไหมว่าทำไมตัวเองอ้วนง่ายจัง แถมยังเป็นหวัด หรือไม่ก็เป็นภูมิแพ้บ่อย ๆ ด้วย แล้วถ้าอยากจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย ๆ ต้องเลือกทานอาหารประเภทไหน หรือต้องเซย์โนอาหารชนิดไหนล่ะ ได้เวลาที่คนกรุ๊ปบีทั้งหลายจะเลื่อนเมาส์ลงไปอ่านข้อมูลดี ๆ ต่อไปนี้ แล้วจดกันไว้เลยค่ะ

คนกรุ๊ปบีเป็นอย่างไร?

สำหรับใครที่ชอบดื่มนมคงต้องอิจฉาคนเลือดกรุ๊ปบีแน่ ๆ เพราะคนกรุ๊ปบีนั้นสามารถรับประทานนม เนย ไข่ ได้ เพราะระบบย่อยอาหารค่อนข้างจะยืดหยุ่น จึงย่อยนมได้อย่างสบาย และยังทานเนื้อสัตว์ได้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีกรดในกระเพาะอาหารสมดุลดีทีเดียว แต่เพราะทานอะไรก็ได้นี่แหละที่กลายมาเป็นปัญหาหนักใจคุณสาว ๆ นั่นก็คือ มักเป็นคนอ้วนง่าย

นอกจากนี้ คนกรุ๊ปบีนี้มักจะป่วยด้วยปัญหาไวรัส อย่างเช่นเป็นหวัดบ่อย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีอาการแพ้ง่าย ไม่ว่าจะแพ้ดอกไม้ แพ้อาหาร แม้กระทั่งแพ้ภูมิตัวเองด้วย มักปวดตามข้อบ่อย ๆ ซึ่งไม่ใช่โรคเกาต์ หรือรูมาตอยด์ แต่เป็นเพราะระบบประสาทไม่ดี และมีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง ด้วย

เลือกทานอะไรถึงเหมาะกับคนกรุ๊ปบี มาดูกันว่าคนกรุ๊ปบีควรทานอาหารประเภทไหนถึงจะดีต่อสุขภาพ

ปลา ควรทานปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ และปลาเนื้อขาว อย่างปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว

ธัญพืช เฉพาะข้าวโอ๊ต และข้าวกล้อง

ผลิตภัณฑ์จากนม เนย ไข่ สามารถทานได้ แต่ก็ควรทานในปริมาณที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงเนยแข็งที่มีไขมันมาก เพราะจะทำให้ย่อยยาก ท้องอืด

น้ำมันมะกอก ควรทานไม่น้อยกว่าวันละ 1 ช้อนโต๊ะ เพราะคนกรุ๊ปบีจะตอบสนองต่อน้ำมันมะกอกดีมาก แต่น้ำมันชนิดอื่น ๆ ควรทานแต่น้อย เพราะไม่ดีต่อระบบย่อย

ผักใบเขียวทุกชนิด รวมทั้งผักที่จัดอยู่ในประเภทสมุนไพรสามารถกินได้หมด เพราะมีแมกนีเซียมช่วยป้องกันอาการผื่นคัน ลดอาการแพ้ได้อย่างดี เนื่องจากคนกรุ๊ปบีมักมีปัญหาเกี่ยวกับไวรัสและภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผลไม้ทานได้เกือบทุกชนิด เพราะคนกรุ๊ปบีมีระบบการย่อยที่สมดุล ควรรับประทานผลไม้ที่มีผลต่อเลือด 2-3 ครั้งต่อวัน เพื่อรักษาโรคและลดความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น แต่ก็ควรเลี่ยงลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์

เครื่องดื่ม ควรดื่มชาสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ อย่าง ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ โสม ชาเขียว จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่

7 สุดยอดอาหาร ที่คนรักหัวใจต้องทาน

66

ทุกวันนี้ตัวเลขที่น่าตกใจคือ คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน เฉลี่ยแล้วตกปีละกว่า 20,000 ราย เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ รองลงมาจากโรคมะเร็ง อุบัติเหตุ และโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็อย่าเพิกเฉย หรือวางใจไปว่า โรคร้ายนี้จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเรา และควรหาหนทางป้องกันแต่เนิ่น ๆ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลดีต่อหัวใจเราได้ตั้งแต่วันนี้ค่ะ

 Red Wine, Please ลิ้มไวน์แดง

การดื่มไวน์แดงทุก ๆ วันในปริมาณที่พอเหมาะ (4-8 ออนซ์) ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้นได้ เพราะในไวน์แดงมีสารที่ทำหน้าที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยลดไขมันชนิดเลวในเลือด และยังลดปริมาณคอเลสเตอรอลโดยรวมในเส้นเลือดได้อีกด้วย

 Say Spinach ทานผักโขม

ผักโขมเป็นผักที่มีสรรพคุณหลากหลาย ที่สำคัญคือช่วยป้องกันภาวะที่ร่างกายมีสารโฮโมซีสเตอีนสูงเกินไป ซึ่งปกติแล้วสารโฮโมซีสเตอีนนี้ ทำหน้าที่ในการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ แต่หากมีมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ แต่หากบริโภคอาหารที่มีโฟเลทอย่างเพียงพอก็ช่วยเสริมกระบวนการเผาผลาญโฮโมซีสเตอีนของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ลดความเสี่ยงของผนังหลอดเลือดตีบ ความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้

Go Salmon แซลมอน ของดี

การรับประทานแซลมอน ช่วยกระตุ้นกลไกการทำงานของเส้นเลือด ให้ความดันในเลือดลดลง ป้องกันการก่อตัวเป็นลิ่มของเกล็ดเลือด รวมทั้งป้องกันการเกิดพังผืดในหลอดเลือดแดง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยให้ใยประสาทไฟฟ้าในหัวใจทำงานได้เป็นปกติ ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจอ่อนกำลัง หรือหัวใจวายได้

Grab A Handful of Almonds อัลมอนด์ ห้ามพลาด

อัลมอนด์มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งกรดไขมันเหล่านั้นจะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ แต่ต้องระวังว่าทานเพียงวันละกำมือเล็ก ๆ ก็พอ เพราะอัลมอนด์ให้พลังงานสูง

Meet Fiber Foods ไฟเบอร์ สำคัญ

เลือกรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง โดยเฉพาะไฟเบอร์ที่ได้จากธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี รวมทั้งซีเรียลจากธัญพืชต่าง ๆ และขนมปังโฮลวีท จะช่วยให้หัวใจแข็งแรง และป้องกันความเสี่ยงจากโรคหัวใจวายได้มากกว่าไฟเบอร์จากผักผลไม้

Drink Soy Milk. ถั่วเหลือง ช่วยได้

โปรตีนในถั่วเหลืองทำหน้าที่โดยตรงในการลดระดับคอเลสเตอรอลรวม และลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีกับสุขภาพ ทั้งยังลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ตลอดจนยับยั้งการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ

Enjoy Dark Chocolate ดาร์กช็อกโกแลต 

ช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นของโกโก้ในปริมาณสูง (ควรเลือกที่มีผงโกโก้เป็นส่วนผสมอย่างน้อย 70%) เนื่องจากอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีผลในการป้องกันโรคหัวใจ งานนี้คนรักไวท์ช็อกโกแลตและช็อกโกแลตนมต้องทำใจ หันมาเพลิดเพลินกับดาร์กช็อกโกแลตแทนเสียแล้ว

จะเห็นได้ว่าสุดยอดอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ ล้วนเป็นอาหารที่อร่อย (ไม่แพ้อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงอย่าง ขาหมู ข้าวมันไก่ หนังเป็ด หนังไก่ ตับหมู ตับไก่ ฯลฯ) และหาทานได้ง่าย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะเริ่มปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันด้วยการหันมารับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่พอเหมาะ เหมาะสมกับการใช้พลังงานในแต่ละวัน เพราะจะช่วยป้องกันการเก็บพลังงานที่เกินพอในรูปของไขมัน อันจะทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหัวใจตามมาได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เช่น ปลาเค็ม ไข่เค็ม เพราะเป็นอาหารที่ทำให้ความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และอย่าลืมว่าจะห่างไกลจากโรคหัวใจได้ ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอด้วย

ซี่โครงหมูย่างตะไคร้ซอสมะขามเพื่อสุขภาพ

7

หมูนั้นเป็นอีกสัตว์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมนำมาก และผู้คนส่วนใหญ่ก็นำมาทำเป็นอาหารในเมนูต่างๆ ได้มากมายหลายเมนู และทำให้ได้รับ “คุณค่าทางอาหาร” หรือสารอาหารที่มีในเนื้อหมูได้อีกด้วยค่ะ นอกจากสารอาหารที่มีในเนื้อหมูแล้ว ส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการทำอาการก็ทำให้ได้รับสารอาหารที่ดีได้ค่ะ วันนี้เราก็มีเรื่องเกี่ยวกับซี่โครงหมูย่างตะไคร้ซอสมะขามเพื่อสุขภาพมาฝากค่ะ มารู้กันเลยค่ะ

ส่วนผสมที่ใช้ในการทำซี่โครงหมูย่างตะไคร้ซอสมะขามเพื่อสุขภาพ

1. ให้เตรียมซี่โครงหมู 250 กรัม

2. ให้เตรียมกระเทียม 20 กรัม

3. พริกไทยดำนำมาโขลกรวมกันให้ละเอียด

4. เตรียมตะไคร้หั่นเป็นท่อน 20 กรัม

5. เตรียมซอสปรุงรส 15 กรัม

6. น้ำสะอาด ตุ๋นรวมกัน 500 กรัม

7. ผงปรุงครบรส 3 กรัม เพื่อให้อาหารออกมาอร่อยหรือให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม

8. น้ำมะขามเข้มข้น 50 กรัม

9. น้ำตาลปี๊บ 20 กรัม

10. น้ำปลาแท้ 15 กรัม

11. พริกป่น 1 กรัม

12. ถั่วป่น 5 กรัม

13. มันต่อเผือกที่ต้มบดละเอียด 20 กรัม

14. ดอกขจร

15. ใบมะกรูดทอด

วิธีการทำ

1. ก่อนอื่นนั้นให้นำซี่โครงหมูที่เตรียมเอาไว้มาสับออกให้เป็นท่อนที่พอดี จากนั้นให้นำผงปรุงครบรสมาคลุกให้เข้ากับหมู จากนั้นให้นำ น้ำสะอาดที่เตรียมเอาไว้ใน “การทำหมูตุ๋น” ไปตั้งไปแล้วใส่ซี่โครงหมูที่หมักเอาไว้แล้วลงไป จากนั้นให้นำตุ่นเคี้ยวให้เนื้อนุ่ม

2. จากนั้นให้ตักหมูที่ตุ๋นขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำที่มีอยู่ แล้วนำมาคลุกเคล้ากับ พริกไทยดำ กระเทียม ซอสปรุงรส ให้เข้ากันอีกรอบจากนั้นให้นำกระทะไปตั้งไฟ รอให้กระทะเดือดจากนั้นให้นำ “ซี่โครงหมูหมัก” เรียบร้อยแล้งลงไปทอดให้เหลืองกรอบ จากนั้นตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน

3. ให้ทำซอสราด ด้วยการนำเอา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก ใส่ลงไปในหม้อแล้วเคี้ยวให้น้ำตาลปี๊บละลาย จากนั้นให้ใส่ พริกป่น น้ำปลาแท้ ถั่วป่น มันต่อเผือกที่ต้มบดละเอียด เป็นต้น ลงไปแล้วชิมให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นให้นำหมูที่ทอดเอาไว้เรียบร้อยแล้วมาจัดเรียงลงจาน แล้วนำตระไค้ซอย ดอกขจร ใบมะกรูดทอด มาแต่งหน้าให้สวยงาม และน้ำซอสที่ได้มาราดลงไป พร้อมทาน

และนี่ก็เป็น “ซี่โครงหมูย่างตะไคร้ซอสมะขามเพื่อสุขภาพ” ที่คุณนั้นสามารถที่จะทำทานได้ เพราะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของเรา เพราะส่วนผสม วัตถุดิบที่นำมาใช้ ล้วนดีเพราะเป็นสมุนไพรทั้งนั้น

กินเพื่อผิวสวย

74

แม้เราจะบำรุงผิวดีแค่ไหน หากเป็นการบำรุงจากภายนอก ผิวที่สวยจริงๆนั้นควรจะสวยออกมาจากข้างใน และเพื่อผิวสวยอย่างสมบูรณ์แบบ เราก็มาบำรุงผิวโดยการกินอาหารดังต่อไปนี้

กะหล่ำปลี

ไม่ว่าสีเขียวหรือว่าสีม่วงก็ให้คุณค่าไม่ต่างกันมากเท่าไร กะหล่ำปลีมีสารช่วยบำรุงผิวพรรณของเราให้เปล่งปลั่งและอ่อนเยาว์ มีเบต้าแคโรทีนสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ทรงอานุภาพ ซึ่งกะหล่ำปลีมีรสหวาน กินง่าย หากจะให้ได้วิตามินและคุณค่าสูงสุดก็ต้อง กินสดๆดีที่สุด

สตรอว์เบอรี่

เป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่า เพราะอุดมด้วยวิตามินซี นอกจากป้องกันโรคหวัดอย่างที่รู้ๆกัน วิตามินซียังเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหนังของเราไม่เหี่ยวย่นและช่วยทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งดูสุขภาพดีอยู่เสมอ

เต้าหู้

ต้องเป็นเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลือง ซึ่งจะทำให้คุณค่าทางอาหารมากมาย ช่วยทำให้ผิวพรรณดูผ่องใส เปล่งปลั่ง และไม่ดูซูบซีดหรือว่าเหี่ยวแห้ง

ผู้ที่กินเต้าหู้เป็นประจำจะดูอ่อนเยาว์กว่าคนที่กินเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อติดมัน เต้าหู้ยังเป็นการช่วยลดน้ำหนักไปด้วยในตัว

ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ตให้ประโยชน์และคุณค่ามากมาย ซึ่งปกติเรารู้จักในแง่ช่วยลดน้ำหนัก เพราะมีเส้นใยอาหารสูงนั่นเอง แต่เรื่องผิว ข้าวโอ๊ตช่วยเพิ่มความเต่งตึงให้กับผิว เรียกว่าช่วยลดอายุให้กับผิวก็ได้ หากกินเป็นประจำจะดูสาวกว่าอายุจริงๆ ส่วนใหญ่เรากินในรูปแบบต่างๆเช่น คุกกี้ ทำเป็นโจ๊ก หรือโรยลงในชามซีเรียลก้ได้รสชาติที่อร่อยเหมือนกัน

ส้ม

ส้มมีวิตามินนานาชนิด ที่มีประโยชน์มากต่อร่างกายและผิวของเราก็คือวิตามินซี ช่วยให้เราดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ยังช่วยให้เรากระปรี้กระเปร่าและมีผลทำให้ผิวพรรณดูสดใสอีกด้วย

การกินควรกินทั้งกาก จะช่วยให้ระบบการขับถ่ายของเราดี เมื่อขับถ่ายเป็นระบบสาเหตุของการเกิดสิวก็หมดไปอีกประการ

มะเขือเทศ

“มะเขือเทศ” ประโยชน์ในด้านสุขภาพและในด้านของความสวยงามก็ตามในด้านสุขภาพมะเขือเทศสามารถต้านมะเร็งได้หลากหลายชนิด ด้านความงามนั้น ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและสดใส  แนะนำให้กินมะเขือเทศสด โดยสามารถนำมาทำสลัดหรือจิ้มพริกกับเกลือกินได้เลย

แครอท

เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระสูงมาก หากกินมากๆนอกจากไม่เป็นโรคมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

แครอทช่วยให้ผิวพรรณของเราผ่องใส และสีผิวก็จางลง อาจไม่ขาวผ่องแต่จะดูเปล่งปลั่งมีสุขภาพดี  นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ต้นเหตุของความหมองคล้ำของผิวออกไปอีกด้วย

เมล็ดดอกทานตะวัน

ในเมล็ดทานตะวันจะมีวิตามินอีอยู่ในปริมาณสูง วิตามินอีเป็นสารอาหารของความงามและความอ่อนเยาว์โดยแท้ การกินเมล็ดทานตะวันเป็นประจำ จะช่วยให้ผิวเราเต่งตึงและอ่อนกว่าวัย

ข้าวซ้อมมือ

เป็นข้าวที่มีเส้นใยอาหาร วิตามินและแร่ธาตุสูง และอุดมไปด้วยวิตามินซีวิตามินแห่งความงามและสุขภาพ

หากกินข้าวกล้องเป็นประจำจะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ,ป้องกันริ้วรอยก่อนวัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเครียด หรือการแสดงอารมณ์ต่างๆ โดยสามารถเปลี่ยนจากข้าวขัดสีมาเป็นข้าวกล้องได้เลย หากไม่คุ้น ก็นำข้าวกล้องมาผสมข้าวขาวเล็กน้อยแล้วค่อยลดสัดส่วนข้าวขาวลงทีละนิด

ฟักทอง

เป็นผักที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและความงามของเรา ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ไม่แห้งทั้งยังช่วยในเรื่องของความเปล่งปลั่งสดใส บำรุงสายตาอีกด้วย

โยเกิร์ต

นำเอาโยเกิร์ตมาผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายชนิด ด้วยคุณประโยชน์มากมาย ทั้งประโยชน์ด้านความงามและสุขภาพ ช่วยในการเพิ่มความนุ่มเนียนให้กับผิว ทำให้ผิวมีสุขภาพดี ทำให้ดูกระจ่างใส มีหลายคนนำโยเกิร์ตมาผสมส่วนประกอบอื่นเป็นตัวบำรุงผิวจากภายนอก

น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งมีวิตามินและแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นอาหารผิวไม่แพ้อาหารอื่นๆ ประโยชน์คือ ป้องกันริ้วรอย,ลบริ้วรอยบางๆหากไปทะเลผิวเสียกลับมาก็เอาน้ำผึ้งช่วยผิวที่เสียให้สดใสดังเดิม และน้ำผึ้งยังช่วยเพิ่มและคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราอีกด้วย

น้ำ

เป็นเครื่องดื่มที่มหัศจรรย์เป็นเพื่อนแท้ของเรา ไม่ว่าเรื่องสุขภาพและความงาม เซลล์ทุกเซลล์มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก การดื่มน้ำอย่างเพียงพอช่วยให้ผิวเราสดใสและสดชื่นช่วยให้ดูเปล่งปลั่ง เราควรดื่มน้ำวันละ8-10 แก้วต่อวันเป็นอย่างต่ำ และวันที่อากาศร้อนก็ควรดื่มน้ำเพิ่มมากกว่าปกติ เพราะร่างกายได้สูญเสียน้ำจากการระบายความร้อนเพื่อปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของร่างกายนั่นเอง

ผิวใส สุขภาพดี แบบดับเบิ้ล ด้วยงาดำ – ข้าวสีนิล

1

ใครจะรู้บ้างว่าธัญพืชสีดำ ๆ อย่าง งาดำและข้าวสีนิล จะเต็มไปด้วยคุณค่ามากมายและมีสรรพคุณหลายอย่าง แถมยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมาก ๆ วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับธัญพืชทั้งสองชนิดนี้กัน เชื่อว่าใครได้รู้จักแล้ว เป็นต้องหลงเลิฟเลิฟเป็นแน่ เพราะนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยให้ผิวสวยใส ด้วยนะ คอนเฟิร์ม!!

    รู้จักกับข้าวสีนิล

ข้าวสีนิล เป็นข้าวที่ได้รับการคัดเลือกจนได้ข้าวที่มีเมล็ดข้าวกล้องเรียวยาว สีม่วงเข้ม สารสกัดจากรำข้าวหอมนิล อุดมไปด้วย น้ำมันธรรมชาติ, วิตามินอี และบี คอมเพล็กซ์ และรงควัตถุแอนโทไซยานิน (anthocyanin) มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากว่าในเบอร์รี่ 3 เท่า และมากกว่าวิตามินอีถึง 5 เท่าซึ่ง ช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย เรียกว่าลืมเรื่องริ้วรอยก่อนวัยอันควรไปเลย เพราะสารต้านอนุมูลอิสระลดความเสียหายของผิวหนังที่เกิดจากขบวนการออกซิเดชั่น (oxidation) ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดขบวนการออกซิเดชั่น คือ แสงอัลตร้าไวโอเลต ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ อาทิ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยทำให้เส้นผมดำ นุ่มสลวย ช่วยบำรุงรากผมให้  พร้อมกระตุ้นให้ผมมีสีเข้มขึ้นตามธรรมชาติ ชะลอการเกิดผมหงอกก่อนวัยอันควร

          มารู้จักกับ งาดำ กันบ้าง

งาดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sesamum orientale L. อยู่ในวงศ์ Pedaliaceae จัดเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณประโยชน์สูงมาก มีเซซามิน (Sesamin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นการรับมือโดยตรงกับอนุมูลอิสระตัวร้ายที่ทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวนั่นเอง ช่วยให้นอนหลับ ช่วยให้ไม่โทรม ดูมีเลือดฝาด และดูดีได้

ว้าว! เรียกได้ว่าเป็นธัญพืชสีดำเมล็ดเล็ก ๆ ที่จิ๋วแต่แจ๋วจริง ๆ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้เจ้าสองตัวนี้จะดูมีหน้าที่คล้าย ๆ กัน แต่การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารหลาย ๆ ประเภทจะให้ผลในการป้องกันมากกว่าการได้รับจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเนื่องจากมีฤทธิ์สร้างเสริมกัน ทำให้ธัญพืชที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อได้รับร่วมกัน โดยฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระในงาดำ มาจากสารเซซามิน ส่วนข้าวสีนิลมาจากแอนโทไซยานิน ในส่วนของรำข้าว ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยทำหน้าที่เข้าไปจับอนุมูลอิสระ ไม่ให้มาทำร้ายเซลล์ในชั้นผิว ดังนั้นทั้งงาดำและข้าวสีนิลจึงถูกให้ฉายาว่าเป็นราชาและราชินีแห่งธัญพืชในการต้านอนุมูลอิสระ เมื่อรับประทานงาดำคู่กันกับข้าวสีนิลจึงเป็นการส่งผลแบบทวีคูณเป็น Super Antioxidant ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากการเกิดริ้วรอย และ บำรุงให้ผิวดูอ่อนเยาว์ดูดีแบบดับเบิ้ลได้ง่าย ๆ ทุกวัน

น้ำพริกตาแดงสุดยอดเมนูเด็ด ต้านมะเร็ง-โรคหัวใจ

4

น้ำพริกตาแดง ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ความดัน ได้ หลังนักวิจัยมหิดลค้นพบ น้ำพริกตาแดง มีสารต้านอนุมูลอิสระเพียบ แนะทุกบ้านทานน้ำพริกเป็นอาหารหลัก

น้ำพริกเป็นอาหารประจำบ้านของคนไทยที่ชอบทานเผ็ดเป็นชีวิตจิตใจ และถ้าใครได้รู้ข้อมูลต่อไปนี้แล้วล่ะก็ คงจะยิ่งรักน้ำพริกมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะ “น้ำพริกตาแดง” ที่นักวิจัยเขาค้นพบว่าเป็นอาหารไทยที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายได้สารพัด

โดย นายเอกราช เกตวัลห์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้วิจัยคุณค่าทางอาหารในน้ำพริกตาแดง ให้ข้อมูลว่า จากการวิจัยพบว่า น้ำพริกตาแดงเป็นอาหารที่มีเครื่องเทศและสมุนไพรหลายชนิดเป็นส่วนประกอบ ซึ่งสมุนพรเหล่านั้นล้วนมีสารสำคัญที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้

ทั้งนี้ นักวิชาการได้แจกแจงให้ฟังว่า จากการทดลองทางห้องปฏิบัติการ พบว่า น้ำพริกตาแดงมีสารเบต้าแคโรทีน และลูทีน ในปริมาณสูง ซึ่งนี่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ เมื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในร่างกายของหนูทดลองที่ได้รับการเหนี่ยวนำด้วยควันบุหรี่เป็นเวลา 2 เดือน ก็พบว่า หนูกลุ่มที่ได้รับควันบุหรี่และได้รับอาหารผสมน้ำพริกตาแดง 1 หน่วย และ 2 หน่วย เทียบกับหน่วยบริโภคของคนน้ำหนัก 50 กิโลกรัม และน้ำหนักหนู สามารถต้านสารอนุมูลอิสระ และการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับควันบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า น้ำพริกตาแดงมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ และยังลดอาการอักเสบจากการได้รับควันบุหรี่ได้ด้วย หากทานน้ำพริกตาแดงเป็นประจำ น่าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต และโรคอื่น ๆ อันเกิดจากสารอนุมูลอิสระได้

พริก : ช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้า ป้องกันการเกิดมะเร็ง

กระเทียม : ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต

ตะไคร้ : ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด

หอมแดง : ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

ข่า : มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย และยีสต์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกมะเร็ง

ผิวมะกรูด : ช่วยลดความดันโลหิต

เห็นคุณประโยชน์ของอาหารไทย และสมุนไพรไทยแบบนี้แล้ว นักวิชาการจึงได้แนะนำให้ทุกบ้านหันมาบริโภคน้ำพริกเป็นอาหารหลัก เพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคร้ายมากมายนั่นเอง

ข้าวฟ่างเปียกสาเกเชื่อมนมสด

19

สำหรับผู้รักสุขภาพที่กำลังมองหาเมนูของหวานมารับประทาน วันนี้เราขอแนะนำธัญพืชอีกชนิดหนึ่งที่ทั้งอร่อย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งธัญพืชที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ข้าวฟ่าง นั่นเอง แต่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหู คุ้นตา กับ ข้าวฟ่าง เท่าใดนัก ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับข้าวฟ่างกันก่อนนะคะ

ข้าวฟ่างเป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ โดยในทวีปแอฟริกา อินเดีย และจีน ต่างนิยมรับประทานข้าวฟ่างเป็นอาหารหลักด้วยการนำไปหุงต้มคล้ายข้าว หรือบริโภคในรูปของผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งข้าวฟ่าง ซึ่งข้าวฟ่างเป็นธัญพืชมากคุณค่า ที่มีทั้งเส้นใย และแร่ธาตุต่าง ๆ อาทิ วิตามินบี 3, ธาตุเหล็ก, แมกนีเซียม, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส และมีรสชาติคล้ายข้าวโอ๊ต ดังนั้น การรับประทานข้าวฟ่างเป็นประจำ ย่อมส่งผลให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี

สำหรับการนำข้าวฟ่างมาทำเป็นของหวานนั้น วันนี้เราได้นำสูตรการทำข้าวฟ่างเปียกสาเกเชื่อมนมสดอย่างง่าย ๆ ของ นายหมีพูห์ สมาชิกห้องก้นครัว เว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาฝากกันค่ะ โดยขั้นตอนแรกต้องเริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบ ดังนี้

ส่วนประกอบ

- ข้าวฟ่าง

- นมสดรสหวาน

- ดอกอัญชัญ

- สาเกเชื่อม

วีธีการทำ

1. ต้มข้าวฟ่างด้วยน้ำดอกอัญชัญคั้น จนกระทั่งข้าวฟ่างสุกได้ที่

2. หั่นสาเกเชื่อมใส่ก้นถ้วย

3. ตักข้าวฟ่างใส่ลงไปแล้วเกลี่ยให้มีช่องตรงกลาง เตรียมดอกพวงชมพูไว้โรยหน้า

4. ใส่สาเกเชื่อมลงไปอีกครั้ง

5. เทนมสดรสหวานราดลงไป

6. โรยด้วยกลีบดอกพวงชมพู

เพียงเท่านี้เมนูข้าวฟ่างเปียกสาเกเชื่อมนมสด ก็เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ ทีนี้เราก็จะได้ลิ้มรสความอร่อยของข้าวฟ่าง ที่คละเคล้าไปด้วยรสสัมผัสหวาน ๆ จากสาเกเชื่อม ที่เข้ากันได้ดีกับรสชาติของนมสดรสหวาน ซึ่งดอกอัญชัน กับดอกพวงชมพูนั้น ที่จริงแล้วสามารถรับประทานดิบได้ แต่เมนูนี้เป็นการนำดอกไม้มาดัดแปลงเป็นส่วนผสม และเพื่อตกแต่งให้เมนูของหวานดูสวยงาม และน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้าวฟ่างนั้น สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายวัตถุดิบเพื่อสุขภาพ หรือร้านขายผลิตภัณฑ์ธัญพืชทั่วไป ดังนั้นหากอยากทดลองทำเมนูของหวานเพื่อสุขภาพใหม่ ๆ ที่ทั้งอร่อย และมีประโยชน์ ก็อย่าลืมลองนำสูตรนี้ไปทำกันดูนะจ๊ะ

กินไข่อย่างไรให้ได้ประโยชน์

6

ไข่ถือเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีคุณค่า ราคาถูก หาได้ง่าย และเหมาะสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายประเภท ทั้งคาวและหวาน ไข่เป็นอาหารที่เหมาะกับเด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยเจริญเติบโตเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไข่มีประโยชน์และให้สารอาหารที่จำเป็นหลายอย่าง จนถึงกับว่าไข่เป็นอาหารบำรุงร่างกายทีเดียว การบริโภคไข่อย่างชาญฉลาดก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดโรคทางโภชนาการได้

คอเลสเตอรอลกับการบริโภคไข่

คอเลสเตอรอลที่มีในไข่จะอยู่เฉพาะในไข่แดง ไข่ขาวไม่มีคอเลสเตอรอล ในไข่แดงยังมีเลซิธิน (Lecithin) ที่เป็นสารที่ช่วยบำรุงประสาทและสมองด้วย

แต่ถึงจะดีอย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นคนที่อยู่กลุ่มเสี่ยง เช่น คนที่เป็นโรคอ้วน หรือคนที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ก็จะแนะนำว่าต้องระวังในเรื่องของการบริโภคไข่ด้วย โดยเฉพาะในไข่แดง การได้รับคอเลสเตอรอลในร่างกายไม่ควรเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยในไข่หนึ่งฟอง ไข่ไก่มีคอเลสเตอรอลประมาณ 200 มิลลิกรัม ไข่เป็ด 250 มิลลิกรัม ไข่นกกระทาประมาณ 50 มิลลิกรัม เพราะฉะนั้น ถ้ากินไข่ 1 ฟอง ก็จะได้คอเลสเตอรอลไปแล้ว 200 มิลลิกรัม

ควรจะกินไข่วันละกี่ฟอง

1. เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ให้กินไข่แดงต้มสุกผสมกับข้าวบด ให้ครั้งแรกปริมาณน้อย ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนเด็กอายุ 7 เดือนขึ้นไปจนถึงวัยรุ่น บริโภคได้วันละ 1 ฟอง

2. คนทำงานสุขภาพปกติ บริโภค 3-4 ฟองต่อสัปดาห์

3. ผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรบริโภคไข่ 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์

กินอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์

ควรบริโภคไข่สุก เพราะไข่ไม่สุกเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และไข่ขาวที่ไม่สุกจะขัดขวางการดูดซึมไบโอติน นอกจากนี้ ไข่ไม่สุกจะย่อยยาก ทำให้ได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ และที่สำคัญ ผู้บริโภคควรบริโภคอาหารให้หลากหลายและครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละมื้อผักและผลไม้สดควบคู่ไปกับการออกกำลังกายให้สมวัยและอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไขมันส่วนเกินให้เป็นปกติ

จะเลือกซื้อและเก็บไข่อย่างไร

1. เลือกซื้อไข่ที่สด ใหม่ เปลือกไข่ไม่แตกหรือบุบร้าว

2. เช็ดเปลือกไข่ที่สกปรกให้สะอาด

3. ล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนและหลังสัมผัสไข่

4. ควรเก็บไข่ไว้ในตู้เย็น เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ (เก็บโดยเอาด้านแหลมลง เอาด้านป้านขึ้น)

5. ควรบริโภคไข่ให้หมดภายใน 2 สัปดาห์หลังจากซื้อ

10 วิธีปราบความหิวตอนดึก

19

ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงไดเอต คุณต้องรู้ว่าช่วงเวลากลางคืนนั่นแหละที่อันตรายสุด ๆ ของการลดน้ำหนัก เพราะเป็นช่วงที่คุณอาจหิวอยากกินจุบกินจิบได้ หลายคนอดรนทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาต้มมาม่า หรือควานหาของในตู้เย็นทานกันจ้าละหวั่น แต่นี่แหละที่เป็นสาเหตุหลักของห่วงยางน้อย ๆ รอบเอว

ถ้าไม่อยากให้ความหิวตอนดึก ๆ มาทำลายแผนการไดเอต ก็ถึงเวลาที่ต้องหักห้ามใจไม่ให้กินอะไรตอนกลางคืนซะแล้วล่ะ ด้วยวิธีดี ๆ ต่อไปนี้น่าจะช่วยให้คุณคลายความหิวลงไปได้บ้าง

1. เปลี่ยนเมนูอาหารมื้อเย็น

หากไม่อยากหิวตอนดึก ก็ต้องเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารกันตั้งแต่มื้อเย็นเลยล่ะค่ะ ต้องเลือกทานอาหารที่ทำให้เราอิ่มได้นานไปจนถึงเช้าของอีกวัน โดยเฉพาะพวกอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ อย่างผัก ผลไม้ อาหารประเภทโปรตีนดี เช่น ถั่ว นมถั่วเหลืองรสจืด ไข่ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่างข้าวกล้อง จะช่วยทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็ว และอิ่มนาน ไม่ลุกขึ้นมาหิวกลางดึกแน่นอน

2. แปรงฟันซะ

พูดแบบนี้อาจจะดูแปลก ๆ แต่ขอบอกว่าการแปรงฟันนี่แหละเป็นวิธีที่ดีเอามาก ๆ ที่จะช่วยให้คุณไม่อยากทานอะไรตอนกลางคืนแล้ว เคยรู้สึกไหมล่ะว่าเวลาที่เราใช้ยาสีฟันกลิ่นมินต์ หรือรสซ่า ๆ แล้วมันจะทำให้คุณรู้สึกว่าปากสะอาดแล้วนะ และไม่อยากหยิบอะไรเข้าปากอีก เพราะฉะนั้น ใครที่หิวดึก ๆ แทนที่จะลุกไปเปิดตู้เย็นหาของเข้าปาก ก็เดินเข้าห้องน้ำไปแปรงฟันดีกว่าค่ะ

3. เคลียร์ขนมออกจากตู้เย็น

ไม่อยากทานขนมตอนดึกงั้นรึ? งั้นก็เคลียร์อาหารจังก์ฟู้ดในตู้เย็นและห้องครัวให้เรียบร้อยซะตั้งแต่เย็นเลยสิจ๊ะ เผื่อเวลาดึก ๆ หิวขึ้นมา จะได้ไม่มีอาหารไร้ประโยชน์ตกถึงท้อง เพราะถึงจะอยากกินแค่ไหน ดึก ๆ ง่วง ๆ แบบนั้น คุณคงไม่มีความพยายามมากพอที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปซื้อขนมมานั่งกินหรอกใช่ไหมล่ะ (ยกเว้นบางคนที่ห้ามใจไม่ได้จริง ๆ)

4. หากิจกรรมอื่นทำ

ถ้าคุณยังไม่ได้เคลียร์ขนมนมเนยออกจากบ้านแล้วคิดว่าอดใจไม่ไหวแน่ ๆ แล้วล่ะก็ เอ้า! งั้นลองหากิจกรรมอื่น ๆ ทำดู  เช่น เดินเล่นไปมาให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว หรือจะออกไปทำสวน ล้างรถ กวาดบ้านถูบ้านก็ยังได้ กิจกรรมเหล่านี้ก็จะช่วยทำให้คุณลืมหิว และช่วยลดความอยากทานจุบทานจิบลงได้มากด้วย

5. ปิดทีวีเถอะ

นั่งดูทีวีเพลิน ๆ มีหรือที่มือจะไม่คว้าขนมอะไรสักอย่างเข้าปาก บางคนก็ติดเป็นนิสัยไปแล้วที่ต้องกินไปนั่งดูโทรทัศน์ไป เพราะฉะนั้น วิธีที่จะหลีกเลี่ยงก็คือปิดทีวีซะ หรือเปิดทีวีไว้ก็ได้ แต่เปลี่ยนนิสัยให้เป็นการออกกำลังกายหน้าทีวีแทนที่จะนั่งไปหม่ำไอศกรีม หรือเคี้ยวมันฝรั่งทอดกรุบกรอบหน้าจอ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ปิดทีวีไปเลยดีกว่า

2วิธี กินดีเพื่อสูขภาพ

6

วิธีที่ 1:กินอาหารครบ 5 หมู่-หมั่นดูแลน้ำหนักตัว

กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว

ข้อแนะนำนี้เป็นข้อแนะนำหลัก ยึดอาหารหลัก 5 หมู่ และเพิ่มความสำคัญของการกินอาหารแต่ละหมู่ให้มีความหลากหลาย ไม่จำเจอยู่เพียงอาหารไม่กี่ชนิด น้ำหนักตัวเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างง่ายถึงภาวะสุขภาพ ในผู้ใหญ่ที่กินอาหารได้เหมาะสม จะมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม มีรูปร่างที่ไม่อ้วนหรือผอมเกินไปและมีน้ำหนักตัวค่อนข้างคงที่ หากสังเกตเห็นว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากน้ำหนักปกติ แสดงให้เห็นว่าเริ่มกินอาหารมากเกินไปแล้ว ควรจะต้องหันมาควบคุมลดปริมาณให้น้อยลง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เสื้อผ้าคับก่อนที่เริ่มรู้สึกตัวเพราะเสื้อผ้าสมัยใหม่มักนิยมใช้สายยืดเพื่อให้สวมใส่สบายหรือหากพบว่า

น้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ ก็ควรต้องให้ความสนใจพร้อมทั้งสังเกตว่ามีการอ่อนเพลีย ง่วง ซึม หรืออาการที่แตกต่างไปจากปกติเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ ถ้ามีอาการมากควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ สำหรับเด็ก ร่างกายมีการเจริญเติบโต น้ำหนักตัวควรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่เหมาะสม ดังนั้น ควรหมั่นชั่งน้ำหนักตัวอย่างน้อยเดือนละครั้ง

วิธีที่ 2 :กินข้าวเป็นอาหารหลัก-สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ

กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ

เพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของคนไทย จึงให้ความสำคัญกับการกินข้าวเป็นอาหารหลัก ถ้าเป็นไปได้ ควรกินข้าวซ้อมมือ เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนและใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว ส่วนอาหารแป้ง เช่น ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ให้กินเป็นบางมื้อ อาหารแป้งเป็นอาหารที่ผ่าน-การแปรรูป ใยอาหารจะมีน้อยกว่าในข้าว